กำกับ: Mike Nichols

นำแสดง: Natalie Portman, Jude Law, Julia Roberts,Clive owen

กำกับ:  โชซูเกะ มูราคามิ

นำแสดง: ทาคายูกิ ยามาดะ  มิกิ นาคาทานิ

หมายเหตุ บล๊อกนี้อาจจะพูดถึง social network อย่างเช่น facebook,twitter แต่ว่าบนโลกนี้ ยังมี hi5,myspace,last.fm orkut,friendster และอื่นๆอีก  ผมคงไม่สามารถพูดให้ครอบคลุมหมดได้   จึงขออภัยไว้ ณ ที่นี้

 

 

 

ในขณะที่คุณอ่านข้อความนี้ คุณต้องเปิดคอมพิวเตอร์  (ทั้งที่จริงๆ อยากให้คุณๆเห็นข้อความนี้บนหน้านิตยสารสักฉบับ ha-ha)

ถัดจากบรรทัดด้านบน คุณต้องเข้าอินเตอร์เนต

เวลาคุณมองไปรอบๆตัว นอกเหนือจากคอมที่อยู่ตรงหน้า คิดว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายตั้งแต่ ทีวี ดอกไม้ ประตูแจกัน ดินทราย ต้นไม้ใหญ่ แก้วน้ำ จาม ชาม บันได คมไฟที่สวยงาม ดอกไม้ที่ริมทางเดิน ต้นหญ้าอยู่ในสนาม

อะไรต่างๆเหล่านี้ มันอาจจะสามารถดึงสายตาคุณให้เข้ามาพินิจพิเคราะห์มัน แต่สุดท้ายมันไม่สามารถฉุดรั้งคุณให้ออกจากภวังค์ในการนั่งจุมปุ๊กหน้าคอมไปได้ ใช่มั้ยคับ (โกหก ขอให้ไฟช๊อก)

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?  ผมถามกับตัวเอง พร้อมกับเลือกจะเผื่อแผ่ให้คุณๆที่รักได้คบคิด

 

นับตั้งแต่ vint crif  อาจารย์จาก มหาวิทยาลัย แสตมฟอร์ด ได้คิดค้น ระบบที่เรียกว่า world wide web (www) ขึ้น มันกลายเป็นก้าวที่ยาวที่สุดอีกก้าวนึงในประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์เลยก็ว่าได้ มันเป็นยิ่งกว่าการทลายลงของกำแพงเบอร์ลิน เป็นการทลายลงของกรอบที่ล้อมเราไว้ในโลกของความเป็นจริง  เราสามารถ"ละลาย" ตัวตนของเรา เข้าไปในกระแสไฟฟ้า เครือข่ายใยแก้วนำแสง   สร้างเลือดเนื้อและตัวตนของเราขึ้นมาได้ดั่งใจ ในหน้าเว๊บ

และเมื่ออนาคตเร่งฝีเท้าเข้ามาหาเรา Mark Zuckerburg ก็สร้าง facebook ที่แรกเริ่มเดิมที เค้าคิดแค่ว่าจะเอาไว้ทำเป็น หนังสือรุ่นออนไลน์ ให้เพื่อนร่วมรุ่นของเค้าที่มหาวิทยาลัย ฮาร์เวิร์ด ก็เป็นจุดที่ทำให้เค้าสร้างรายได้อย่างมหาศาล และเป็นดั่งปืนใหญ่ที่ยิงใส่กำแพงปัจเจกชน ของคนบนโลก

และทุกอย่างก็ยิ่งล้ำหน้าเข้าไปอีก twitter ซึ่งก่อตั้งโดยบริษัท Obvious Corp เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2006  ก็เป็นหนึ่งการตอกย้ำว่า  แค่ความคิดก็สว่างวาบและมีตัวตน แม้บางครั้ง 40เปอร์เซนต์ของการทวิตส่วนใหญ่ มักเป็นเรื่องไร้สาระก็ตาม

ณ วันนี้ เรามี facebook,hi5,twitter และ blog ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของยุคสมัยที่เราสามารถสร้าง "ตัวตนคู่ขนาน"  และยิ่งกว่านั้น เราสามารถย่อโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล ความรู้อันเหลือจะคณานับ มาย่อให้เราหยิบจับได้ ด้วยช่องทางต่างๆ เช่น wikipedia,google  คุณสามารถหารูปของ salvador dali มาประดับหน้า desktop ได้  อ่านเอกสารทางวิชาการเกือบ 250 หน้า ด้วยการโหลดเป็นไฟล์ .pdf หรือแม้กระทั่ง การสบตากับคนรัก พร้อมป้อนคำหวานผ่าน msn และ skype

 

ช่างง่ายเหลือเกินที่จะหาเพื่อนใหม่   ช่างสบายเหลือเกินที่ทุกอย่างประเคนอยู่ตรงหน้า

 

แต่ทำไมความเป็นปักเจกของเรา นับวันก็ยิ่งบีบให้เราต้องโดดเดี่ยวมากขึ้นทุกทีๆ

เจ้าหนุ่มโอตาคุ แห่งย่านอากิฮาบาระ ผู้ทึ่มซื่อ ไม่สู้คน แต่เมื่อเค้าเปิดคอมเค้ากลายเป็นเพื่อนกับผู้คนหลากหน้าหลายตา ต่างที่มา ทั้งพยาบาลอกหักที่ปิดตัวเอง, 3สหายพวกบ้าสงครามแต่เข้ากับใครไม่ได้ ,คู่ผัวเมียที่ไม่เคยคุยกันแม้จะอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน รวมทั้ง หนุ่มฮิคิโคโมริ ที่ขังตัวเองไว้ในห้อง พวกเค้าต่างเชื่อสัมพันธ์กันใน Social network  คอยกระตุ้น แนะนำ ปลอบประโลมใจ เจ้าหนุ่มรถไฟ เมื่อยามเค้าตกหลุมรัก "คุณหนูแอร์เมส" หลังจากเค้าช่วยเธอจากการถูกลวงลามในรถไฟใต้ดิน

แต่ทว่า พวกเขาเหล่านี้ที่คอยช่วยเหลือหนุ่มรถไฟ กลับ หลงลืม ปัญหาของตัวเขาเองและก็คิดไม่ตกว่าจะทำเช่นไร

 

แดน หนุ่มนักหนังสือพิมพ์ หยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่าน เมื่อได้สบตากับ อลิซ มันคงเหมือนยามที่เราไม่ได้คิดอะไรเมื่อยามเปิด facebook แต่ ก็ดันถูกใจ กับ status ของคนที่เราไม่รู้จัก   อลิซ ผู้เป็นสาวนักแสวงหาจากนิวยอร์ค โดนรถชนในวันนั้น แดน อาสาพาเธอไปโรงพยาบาล จากนั้น ทั้ง 2จึงรู้สึกพึงใจต่อกัน ลุ่มหลงใน status ของกันและกัน

แต่ตัวตนของพวกเค้า ก็ยังพาดผ่าน วงโคจรของคนอีก 2 คน  แอนนา ช่างภาพสาว ผู้กำลังถ่ายรูป พอร์ตเทรต ของผู้คนมากมายเพื่อมาจัดนิทรรศการของเธอเอง  แอนนาก็กลายเป็นที่พึงใจของ แดน และนั้นทำให้ ระเบิดเวลาของความสัมพันธ์ เริ่มเดินเข็มนาฬิกา   ในขณะเดียวกัน ลาร์รี่ หมอหนุ่มที่เหมือนจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับวงโคจร ก็กลายเป็น อุกาบาตที่พุ่งเข้ามา เพราะโดน"ล่อลวง"โดยแดน ใน ห้องแชท  แต่ก็มาทำให้เค้ารู้จักกับ แอนนา  และก็แต่งงานกัน

เรื่องราวเหล่านี้ คนทั้ง 4 คน ต่างฝ่ายต่างก็แต่งแต้มความสัมพันธ์ของพวกเค้า ด้วย ความใคร่ ความต้องการเอาชนะกัน ราคะ รวมทั้ง ความเปลี่ยวเหงาที่ร่ำร้องในความรักที่ไม่รู้จักพอ  เมื่อตัวตนที่ตนเป็น และตัวตนที่ตนสร้างมาเพื่อ อวดอ้างต่อผู้อื่น ซ้อนทับกัน มันก็นำพาไปสู่ ความร้าวรานของความสัมพันธ์ที่ไม่อาจใฝ่หาการจะมีใครสักคน มากด like ให้กับ status ของพวกเขา

 

การที่ผมเอา หนังสองเรื่องนี้มาคุย มาเล่าควบคู่กัน ในเริ่มแรกผมเองไม่อยากจะเขียนหรอกคับ เพราะด้วยความที่มันเป็นหนังที่ออกมานานแล้ว มันก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะมาสร้างความแปลกใหม่ เพราะเชื่อว่า ทุกคนคงมีภาพอยู่ในหัวอยู่แล้ว เกี่ยวกับทัศนะคติของตัวเองที่มีต่อหนัง  และอีกข้อนึงก็คือ ผมเอง อยากจะพูดในเรื่องของความสัมพันธ์ของเรา ในโลกที่ทุกอย่างถูกย่อส่วน ซึ่งผมว่าคงมีหลายๆคน ได้หยิบยกเอามาพูดแล้ว

ภารกิจแชทรัก อาจจะดูเข้าท่า เมื่อยามจะหยิบเป็นตัวอย่างเวลาเราพูดถึง สังคมออนไลน์ ในบริบทของภาพยนต์ ในขณะที่ Closer ก็ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร กับหัวข้อนี้ เพราะมีแค่ฉากๆเดียวที่น่าพูดถึงเกี่ยวกับ internet ก็คือฉากที่ แดน และ ลาร์รี่ แชทคุยกันในห้องแชท

 

แต่เมื่อผม เริ่มจมดิ่ง ไปกับบริบท ของตัวละครเหล่านี้ เริ่มมีจังหวะการหายใจและการเต้นของชีพจรเฉกเช่นตัวละครเหล่านี้   ผมก็พบว่า

ทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นกระจกที่สะท้อน กันและกัน

 

ถ้าด้านดีของ สังคมออนไลน์ ช่วยให้เรา สามารถสร้างสัมพันธ์กับผู้คนมากมายในที่ต่างๆ แต่มันก็อาจทำให้ เราต้องจมดิ่งไปกับ การใช้ชีวิตเพียงลำพัง  ด้วยเพราะเราอาจรู้สึกกลัวว่า ''ตัวตน'' ของเราจะถูกใจ "ตัวตน"ของเค้า  หรือ "ตัวตน"ของเค้า จะเป็นอย่างที่ "ตัวตน" ของเราคิดหรือเปล่า

ตัวผมเองก็เป็นคนนึงครับ ที่อยู่วัฎสงสารแห่งนี้ เฝ้ามอง ผู้คนมากมายที่แอดเข้ามา และ ใฝ่หาผู้คนอีกมาก ให้ผมแอดเข้าไป  บางทีก็น่าประหลาด ที่คนบางคน สามารถ ที่จะบอกเล่าเรื่องทุกอย่างให้กับคนที่ไม่รู้จัก   หลายครั้งเหมือนกันคับที่ มีคนที่ผมไม่รู้จักมามาปรึกษาความรัก  และเมื่อนานมาแล้วเหมือนกัน ที่ผมเอง เคย สารภาพรักกับคนที่ผมไม่เยเห็นหน้า ใน msn

บางที โลกที่เรียกว่า โลกออนไลน์ คงมี ความเปลี่ยวเหงาที่เป็นสิ่งทีทำให้โลกที่ว่า หมุนโคจรอยู่ได้

แต่อีกด้านนึง บางทีเราก็หมกมุ่นกับ สิ่งที่จับต้องไม่ได้มากเกินไป โดยลืมที่จะ หันหน้า มาคุยกัน สบตา เดินจูงมือ กอดคอ กัน

จริงอยู่คับ ถ้าจะมีคนบอกว่า สังคมออนไลน์ในวันนี้ หาใช่ sub culture อีกต่อไป โลกในอนาคต สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วย status ของผู้คนที่มีความคิดเห็นเดียวกัน เมื่อมารวมตัวกัน ย่อมก่อเกิดกระแสที่ยิ่งใหญ่ได้ (เช่นกลุ่ม twitter ในไทยที่มารวมตัวกัน หรือกลุ่ม "เชื่อมั่นว่าคนอีกล้านคน บราๆๆๆๆ"ในfacebook)

เห็นด้วยอย่างที่สุดคับ  นั่นจึงเป็นสิ่งที่ผมอยากจะสรุปว่า  ทุกอย่างมันก็มีข้อดีข้อเสียของมัน  อยู่ที่คุณๆที่รัก จะมองออกหรือเปล่าว่าเป็น ข้อดี หรือ ข้อเสีย

การซื้อขายบริการทางเพศใน hi5  การรวมตัวของผู้เล่น facebook ที่ราบ 11  การพบเจอบล๊อกที่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ   เว๊บบอร์ดที่รวบรวมเอกสารวิชาการที่อาจทำให้เกิดกระแสถกเถียงมากมาย เช่น เว๊บ ฟ้าเดียวกัน หรือ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

โลกใบเดียวกัน  แต่ทุกคนก็มี "มุมกล้อง" ของแต่ละคน

เราในฐานะที่ ดำรงอยู่ในโลกใบนี้ ผมคงไม่สามารถมาชี้แนะให้ใคร ในการยังชีพในโลก internet

เพราะผมไม่ใช่ผู้ใหญ่ ที่บ่นไปเรื่อย แต่เวลาทำจริงๆ สุนัขไม่รับประทาน

ผมก็คนๆนึง ที่ยังเวียนว่ายต่อไป ตราบลมหายใจสิ้น

พี่ บอยตรัย ภูมิรัตน์ เคยเขียน เพลง msn ในยามทีเมืองไทยยังใช้ icq มีอยู่ท่อนนึงคับ

อยากหยุดเวลาในโลกความจริงไว้ก่อน
เป็นตอนละครในโลกเสมือนที่เจอ
ฮืม... เพื่อมาพบเธอ เพื่อมาพบกัน
แค่เธอกับฉัน

จนถึงบรรทัดนี้  อาจจะบางคู่ บอกรักผ่าน skype หรือ msn

หรืออาจมีใครอีกหลายๆคน กระซิบยั่วเย้ากัน ผ่านการ เม้นท์ ใน facebook

ผมเองก็ขออวยพรให้ ความสัมพันธ์ของพวกเค้าสดใสตลอดไป  แต่ก็อยากให้ลอง มีสัมพันธ์ที่จับต้องได้กับคนข้างๆบ้างก็ดีนะคับ  ได้ลองพูดคุย ให้ได้แบบที่คุยกันใน m   หาโอกาศถ่ายทอดความคิดในแบบที่คุณตั้ง status เอาไว้ให้ออกมาเป็นคำพูด 

เหล่าพลพรรคผู้ช่วยของหนุ่มรถไฟ ถ้าภารกิจคุณหนูแฮร์เมส เป็นการทำให้ทุกคนเริ่มมองเห็นจุดด่างพร้อยของตัวเอง และพร้อมจะเดินออกมาจากโลกที่เขาจำเจจมจ่อ ผลดีก็เกิดกับตัวพวกเค้า

แต่ถ้าเป็น ในกรณีของ closer เมื่อทุกอย่างขาดสะบั้น social network ของพวกเค้า ก็คง อันตธาล หายไป ผลร้ายก็เกิดกับพวกเค้า

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณๆทีรักไม่ยึดทางสายกลาง

ความสัมพันธ์ที่คุณคิดว่ามีตัวตน  อาจเป็นได้แค่ เศษซากของความร้าวราน

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 19 Apr 2010 11:34:29 by fridayinsomnia

edit @ 19 Apr 2010 11:46:06 by fridayinsomnia

edit @ 19 Apr 2010 11:47:54 by fridayinsomnia

ยามเมื่อรักเบ่งบาน

posted on 10 Apr 2010 02:35 by fridayinsomnia  in poet

ยามเมื่อรักเบ่งบาน

แม้ผืนฟ้ามืดมิดอืมครื้ม

ก็ยังสวยงาม

 

ยามเมื่อรักเบ่งบาน

แม้ทรราชหยาบช้าในสันดาน

ก็กล้าขุดรากชั่วของตนทิ้งลงบนถนน

 

ยามเมื่อรักเบ่งบาน

แม้หมื่นผู้คนคลุ่มคลั่งเจียนบ้า

ก็ยังมีแสนล้านประชาที่พร้อมโอบกอดเค้า

 

ยามเมื่อรักเบ่งบาน

แม้ปืนแม้มีดจะคอยประหัตประหาร

มันก็จักแปลงร่างเป็นดวงมาลย์สว่างไสว

 

ยามเมื่อรักเบ่งบ้าน

ถึงบ้านเมืองจะอยู่ใต้อาณัติแห่งซาตาน

เค้าจะขีดเขียนคำขานบัญชาลงโทษตน

 

ยามเมื่อรักเบ่งบาน

แม้ไกลจากใจที่โหยหา

ใจเราก็จะโคจรมาหายามเราหลับ

ใต้หัตถ์แห่งพระจันทร์

 

 

 

 

สงกรานต์ปีนี้ขอให้เพื่อนๆมีความสุข เดินทางปลอดภัย และขอให้ทุกหัวใจ ไม่ว่าสีไหน ก็ให้เบ่งบานนะครับ

edit @ 10 Apr 2010 02:49:01 by fridayinsomnia

หมายเหตุ เพื่อนๆสามารถดูเรื่องนี้ได้ฟรีๆ จาก youtube และควรจะดูก่อนอ่าน เพราะผมสปอย กระจายวายป่วงคับ

 

 

โดยเริ่มแรกนั้น มนุษย์มีพื้นฐานอยู่ที่ความว่างเปล่า

เราเกิดมาตัวคนเดียว มีพ่อ มีแม่ มีพี่น้อง ญาติๆ มีเพื่องฝูง มีวงสังคม  และมีความคิดว่า"ฉันพอใจกับทุกอย่างแล้วชีวิตนี้"...............แต่คุณก็ยังขาดสิ่งใดสิ่งหนึงใช่มั้ยคับ สิ่งที่คุณได้แต่นึกว่า อาจจะหลบอยู่ในมุมใดมุมนึง ในซอยที่คุณอยู่ ในออฟฟิศที่คุณทำงาน ในมหาลัยที่คุณเรียน และในโลกที่คุณอาศัย

เหมือนคนบนฟ้าจะรู้ใจ วันนึง ก็ได้ส่ง"สิ่งเติมเต็ม" เข้ามาในชีวิตคุณ และคุณก็ไม่รู้สึกว่างเปล่าอีกต่อไป "สิ่งเติมเต็มที่ว่า"รูปร่างก็เหมือนเราทุกประการ  อาจจะเป็นคนละเพศ หรือ เพศเดียวกัน  แต่เจ้าสิ่งๆนี้ ก็ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ไม่ต้องเดินไปไหนมาไหนคนเดียว  ไม่ต้องดูหนังคนเดียว และไม่ต้องเก็บความในใจไว้คนเดียว

 

ถ้าผมจบบล๊อกแต่เพียงเท่านี้ คุณก็จะเข้านอนอย่างมีความสุข ผมก็จะนั่งเล่น facebook ซักพัก จากนั้นก็นอน ต่างคนต่างมีความสุข

 

 

แต่ความรักมันก็มี"ราชการลับ"เป็นของตัวเอง

 

จริงคับ เวลาที่เราได้อยู่กับคนที่เรารัก  ประหนึ่งได้ร่วมลมหายใจ มีความสุขกับ สิ่งเติมเต็ม มันก็ทำให้ชีวิตเราชุ่มฉ่ำ  แต่ในจำนวน 60 กว่าล้านคนทั่วประเทศไทย และอีกกว่า พันล้านคน ทั่วโลก  คงเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคน จะสมหวังในเรื่องนี้  ทั้งคุณ และก็ทั้งตัวผมเองด้วยล่ะคับ (แหะๆ)

คงจะเป็นเหมือนกันทุกคนนะคับ ที่เมื่อยามรัก น้ำต้มผักใส่มะระขี้นก ก็ยังรู้สึกเหมื่อนน้ำผึ้งเดือนห้าเมื่อยามดื่ม     แต่เมื่อรักจืดจาง ต่อให้น้ำผึ้งจากป่าไหน หรือน้ำตาลรสดีเยี่ยงไหร่ ก็ขมขื่น เหมือนการอมขี้หมาสดๆไว้ในปาก

และเมื่อทุกอย่าง ดำเนินสู่ ความว่างเปล่า คุณกลับมาเหงาอีกครั้ง อยู่คนเดียวอีกครั้ง (ทั้งๆที่คุณก็ยังมี พ่อ แม่ เพื่อนๆ อยู่ก็ตาม)   คุณคงถามตัวเองใช่มั้ยคับว่า    "ที่ผ่านมา รักของเรามีจริงหรือเปล่านะ?"

ในบรรดาเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นตลอด 24 ชม. ในชีวิตประจำวัน เรื่องความรัก ดูจะเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิด ประเด็น วงสนทนา และความรู้สึกร่วมได้ดีเยี่ยมที่สุด  และมันก็มีมนต์วิเศษ ที่ทำให้ตำนานโบราณของอินเดีย กับ ผู้หญิงคนนึง ได้มาเกี่ยวพันกัน

 

 

รามเกียรติ์ ตำนานระดับมหากาพย์ของโลก เรื่องของการห่ำหั่นระหว่าง พระรามและทศกัณฐ์ สงครามที่สั่นสะเทือนไปทั้งจักรวาล ทั้ง 3 โลก แต่จุดเริ่มต้นของมหาสงครามกลับเป็น ผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึง เธอชื่อ สีดา

และในโลกยุคปัจจุบัน ยุคที่ผมกำลังนั่งหายใจอยู่นี้ ในมุมใดมุมนึงของซานฟรานซิสโก มีชายหญิงคู่นึงอาศัยอยู่ด้วยกัน เดฟ  ทำงานเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง (ซึ่งผมจนปัญญาที่จะทราบ) แต่ผู้หญิงข้างกายเดฟ เธอเป็นกราฟิคดีไซเนอร์ และ แอนนิเมเตอร์ เธอชื่อ นีน่า แพลีน

กลับมาที่นางสีดา ติดตามพระรามจากเมืองอโยธยามาในป่า ด้วยใจที่ไร้ซึ่งเหตุผลอื่น นอกจาก ขอให้ได้อยู่ข้างๆคนที่ตนรัก  แต่เคราะห์ร้าย ทศกัณฐ์ได้มาจับตัวหล่อนไปยังกรุงลงกา ทำให้พระรามต้องจัดทัพพลวานร (นำโดยหนุมาน) บุกไปช่วย จนก่อเกิดเป็นมหาสงคราม  เเต่ เวลาก็เล่นตลก ช่วงที่พระรามและนางสีดาต้องห่างกัน ความสงสัย ความคิดไปเอง ความไม่เชื่อใจ หรือ ความอะไรก็ตามแต่  ทำให้พระราม "ตั้งแง่"กับความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจของ นางสีดา  และพระรามก็ได้กระทำในสิ่งๆเดียวกับที่เวลาเราบอกเลิกใครสักคน "ฉันไม่รักเธออีกต่อไปแล้ว"

ห่างกันหลายพันปี  เดฟและนีน่า ทั้งสองใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข กับ เล๊กซี่ แมวน้อยของพวกเขา จนกระทั่ง เดฟได้งานทำที่ อินเดีย เขาสัญญากับนีน่าว่าจะกลับมาภายใน 6 เดือน จนเมื่อครบกำหนด ทั้งๆที่ เขาไม่เคยส่ง e-mail มาเลย เดฟก็โทรมาบอกนีน่าถึง "ข่าวดีของเขา" คือการได้ต่อสัญญาที่จะอยู่ที่อีนเดียต่อ นั่นทำให้นีน่าถึงกับทรุด แล้วถามย้ำกับเดฟว่า "แล้วรักของเราล่ะ?" เดฟเลยตัดสินใจว่า "คุณมาอยู่กับผมก็ได้"       ที่สนามบิน TRIVANDRUM นีน่าเข้าไปกอดพร้อมกับจูบเดฟหลังจากที่รอคอยมานาน แต่ เวลาก็เล่นตลกสิ่งที่ได้กลับเป็น การผลักออกไปเบาๆ "ที่อินเดีย ห้ามจูบในที่สาธารณะ นะ" นั่นก็ดูเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น แต่เมื่อทั้งคู่ได้อยู่ด้วยกัน กลับเป็นความรู้สึกที่ ห่างกัน ยิ่งกว่าระยะทางจาก ซาฟรานซิสโก ถึง อินเดียซะอีก

จนสุดท้าย เมื่อนีน่ากลับมาที่อเมริกา เดฟก็ได้ส่ง e-mail มาหาเธอหลังจากที่ไม่ได้ส่งมานาน และข้อตวามที่ส่งมาก็คือ                          "เราเลิกกันเถอะ"

 

 

 

Sita sings the blues เป็นผลงาน แห่งความเจ็บปวดของการโดนทิ้ง ของ นีน่า แพลีน เป็นผลงานที่ถือได้ว่าบ้าพลังมาก เพราะทุกๆองค์ประกอบในหนังทั้ง กำกับ เขียนบท โปรดิวซ์ วาดรูป ออกทุนสร้าง มาจากน้ำพักน้ำแรงและเงินในกระเป๋าของเธอล้วนๆ

นี่แหละคับ นีน่า แพลีน

เธอผูกเรื่องราว ของนางสีดา กับชีวิตของเธอ ในรูปแบบที่แปลกประหลาดยิ่งนัก เป็นรามเกียรติ์ที่ไม่เหมือนกับที่เราเคยได้อ่าน  จริงอยู่ อาจเป็นการตีความของฝรั่งที่ไม่ยึดรูปแบบเดิมๆ และเพื่อความกระชับของเนื้อเรื่อง แต่ถ้าคุณๆที่รักภาษาไทยยิ่งสิ่งที่คุณต้องเก็บรักษาไว้บนหิ้ง สูง 3 ฟุต จากพื้นดิน  มันย่อมเป็นเวอร์ชั่นที่ตะขิดตะขวงใจ

แต่ถ้าเปิดใจให้กับมิติการเล่าเรื่องที่แตกต่าง นี่จะเป็นรามเกียรต์เวอร์ชั่นที่ฮาแตกที่สุด เพราะมันมีอารมณ์ที่เหน็บแนมสิ่งมีชีวิตที่ เลวกว่าหมา และไม่ได้มาจากดาวอังคาร อย่างเพศชาย ที่บางครั้ง เค้าก็ชอบยึดถือความคิดของตนเป็นใหญ่

เรื่องของความสัมพันธ์ของหญิงและชาย  มันก็เหมือนการทำกับข้าว ที่ถ้าไฟอ่อนไปมันก็ไม่สุก และไฟแรงไป มันก็ไหม้  ทุกอย่างมันต้องพอดี ทั้งเรื่องทัศนคติ และ เรื่องจิตใจ

ซึ่ง ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนมันจะเป็นอย่างงั้น

นิยามของความรักนั้นมีมากมายมหาศาล จนเราเลือกไม่หวาดไม่ไหว  แต่สิ่งที่เป็น คำตอบ เพียงข้อเดียวของความรัก ก็คงเป็นแค่  การเอาใจเขา มาใส่ใจเรา

บางทีก็ต้อง แกล้งโง่ เพื่อทำให้เธอหัวเราะ

บางทีก็ต้องทำเป็นอ่อนแอ เพื่อทำให้เขาสงสาร

บางทีก็ต้องยอมรับ ด้านมืด ของคนที่เรารัก

และไม่ว่ายังไง ความรักมันก็เป็นสิ่งสวยงามเสมอ อยู่ที่ หัวใจเราจะแต่งแต้มมันด้วยสีอะไร

แต่ก็ขอให้รู้ไว้ด้วยนะคับ  การอกหักเป็นสิ่งที่เกิดได้กับทุกคนนะคับ

 

That all !!!

 

 

 

 

 

 

อ้างอิง

นิตยสารฟิ้ว ฉบับที่ 18

นิตยสาร bioscope ฉบับที่ 99

http://www.sitasingstheblues.com/

 

edit @ 4 Apr 2010 04:55:35 by fridayinsomnia

edit @ 4 Apr 2010 04:57:17 by fridayinsomnia

edit @ 4 Apr 2010 16:00:18 by fridayinsomnia