movie

127 hours โมงยามแห่งชีวิต

posted on 18 Mar 2011 23:24 by fridayinsomnia  in movie
 
อาจมีเฉลยตอนจบนะคับ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ชีวิตที่แท้นั้นยิ่งใหญ่นัก
 
นี่คือห้วงความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวผมหลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้จบ  แต่ก็ใช้เวลานานไปกับการตกตะกอนทางความคิดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้
 
ไม่ได้หมายความว่า ผมจะจมจ่อมกับหนังจนไม่เปนอันกินไม่เปนอันนอน  หากแต่ว่า ชีวิตมักจะหมดไปกับเรื่องราวมากมายที่ทั้งสำคัญ และ ไม่สำคัญ
 
หมดไปกับการเดินทางไป-กลับ บ้านและมหาลัย
หมดไปกับการคุยโทรศัพท์
หมดไปกับการเคี้ยวข้าวเที่ยง
หมดไปกับการเดินหามุมเงียบๆเพื่อสูบบุหรี่
หมดไปกับการเปิดคอมเพื่อหม้อหญิงที่เราไม่เคยเห็นหนัา
หมดไปกับการอาบน้ำ
หมดไปกับการดูทีวี
หมดไปกับการพาหมาไปวิ่ง
หมดไปกับการอ่านนิยาย
หมดไปกับการอ่านตำรา (เปิด 3 หน้า ต่อการหลับ 20 นาที)
หมดไปกับการครุ่นคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องแม้ยามหลับตาไปแล้ว
บราๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
 
ไร้สาระดีใช่ไหมครับ   แต่เมื่อมองในจำนวนคนหลายล้านๆคนบนโลกก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เค้าไม่ต่างอะไรกับเรา
 
เราก็ไม่ต่างอะไรกับเค้า
 
แอรอน รอสตัน ชายหนุ่มในหนัง เค้าก็ไม่ต่างอะไรกับเราเลย
 
วิ่งหน้าวิ่ง วิ่งไปสู่เป้าหมายหนึ่ง และอีกเป้าหมายหนึ่ง และอีกเป้าหมายหนึ่ง
เขาวิ่งข้ามลำห้วย ข้ามจากเขาลูกหนึ่งไปสู่อีกลูกหนึ่ง
แต่แล้ว เขาก็ได้เวลาที่จะหยุด หยุดจริงๆ     หยุดอยู่ในซอกเขาโดยมีหินก้องมหึมา ทับแขนขวาของเขาอยู่
 
ผมขอเอารูปเหตุการณ์จริงมาให้ดูล่ะกัน 
 
127 ชม หรือ 5 วันแห่งการหยุดนิ่ง อาจฟังดูเหมือนไม่นาน
 
คุณลองยืนอยู่เฉยๆสัก 5 วันสิคับ   หรือไม่ก็นั่งเฉยๆสัก 5 ชม.
มันทรมานใช่มั้ยคับ สำหรับขีดจำกัดของเรา
 
5วันของแอรอล หมดไปกับ การได้มองอีกา บินผ่านช่องเขา   ได้สัมผัสห้วงเวลาที่จมดิ่งลงสู่จินตภาพต่างๆที่เขาสร้างขึ้น เพื่อให้เวลาผ่านพ้นไป    เขาได้ลิ้มรสชาติของน้ำที่ "ธรรมชาติที่สุด" เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมี
 
ใช่ ความกลัวตาย เป็นความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์ที่มีในทุกๆคน มนุษย์จึงเพียรที่จะทำทุกวิถีทางที่จะรอดให้พ้นจากความตาย
 
แต่สำหรับผม แอรอน คือข้อยกเว้น
 
ไม่ใช่ว่าเขาไม่กลัวตายหรอกครับ  เขากลัว กลัวจนกลั้นไว้ไม่อยู่  เขาจึงตะโกนออกมา เมื่อได้ยินคล้ายเสียงคนเดินอยู่เบื้องบน  เขาเปล่งเสียงให้ดังที่สุดเท่าที่จะดังได้  เพียงเพื่อพบว่า                มันก็แค่ลมพัด
หนทางที่จะรอดพ้นในภาวะนี้ พังทลายลงมา
 
ทว่า
 
เขานิ่งเงียบ  เขารู้ตัวดีว่าเขากำลังทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ  ในทีสุด เขาก็รวบรวมทุกความรู้สึกออกมา ก่อนที่จะพึมพำกับตัวเองเบาๆว่า
 
"อย่ายอมแพ้"
 
นี่คือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหนังเรื่องนี้คับ สำหรับตัวผม
 
เพราะในภาวะของแอรอล มันก็ไม่ต่างอะไรกับผมเท่าไหร่เลย เหนื่อย อ่อนล้า แม้จะไม่ตะโกนออกมาเพื่อระบายความอึดอัด แต่ก็มีบ้าง ที่แอบตะโกนในใจ จนแทบจะอ่อนเปลี้ยไปมหดทั้งตัว
 
คงต่างกันอย่างเดียว  คือผมยังมีอิสระในการเคลื่อนไหว ยังไปไหนมาไหนได้ ยังทำอะไรได้อีกหลายๆอย่าง
 
นั้นทำให้ผมรู้ว่า
 
แท้จริงแล้ว  ปัญหา  เป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด  เพราะเมื่อเราผ่านมันไปได้  มันจะทำให้เรารู้ว่า เรายังมีลมหายใจอยู่
 
ถ้าไม่มีหินก้อนนั้น แอรอนก็คงยังไม่รู้ว่า โมงยามแห่งการรับรู้ว่า ชีวิตมี่ค่ามากขนาดไหน  ก็คงมีอาจพาดผ่านเข้ามาในชีวิตแอรอน
 
และเพราะการที่เขาได้รู้ว่า ชีวิตมีค่าขนาดไหน  เขาถึงรวบรวมทุกๆอย่างในชีวิต ผลักดันให้เขาข้ามพ้นหินก้อนนี้ไป
 
เขายอมเสียแขนขวา
 
แต่ในแววตาของเขา  เขาไม่นึกเสียใจในสิ่งที่ทำลงไป
 
ตรงกันข้าม เขาหันหลังไปมองที่ก้อนหิน พร้อมพูดว่า   "ขอบคุณครับ"
 
มาถึงตรงนี้ ผมก็ตกตะกอนเสียที
 
  เราพร้อมจะก้าวข้ามหินที่ขวางทางชีวิตเราไหม    เรากล้าที่จะ"แลก"ไหม
 
เรากล้าที่ีร้องไห้ในยามที่ท้อแท้ ก่อนที่จะปาดน้ำตา และยิ้มไหม
 
ผมเชื่อมั่นครับ  ว่า ทุกคนที่อ่านถึงตรงนี้ คงมีคำตอบอยู่แล้ว
 
ผมคงไม่มีอะไรจะพูดแล้ว นอกจาก....
 
 
อย่ายอมแพ้
 
 
 
 
 
คำเตือน นี่ไม่ใช่บทวิจารณ์  หากแต่เป็น การบรรยายความรู้สึกให้เพื่อนๆได้ฟังเฉยๆ    จะไม่มีการเฉลยคำตอบใดๆทั้งสิ้น    ไม่ต้องห่วงคับ
 
 
 
 
 
คืนนี้ลมหนาวพัดโบยเบาบาง
 
ในสนามเด็กเล่นไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆ
 
ดวงใจเหงาๆ ดำรงอยูในภาวะเช่นนี้   ภาวะที่ไร้ชีวิต  หรือถึงจะมีก็เหมือนไม่มี
 
ดวงใจ  ที่เต้นเร้า ในยามความมืดโอบกอดโลก
 
ความมืด  ที่ๆซึ่ง ฉันโอบกอดเธอ   เธอโอบกอดฉัน
 
ดวงใจของฉันอยู่ใกล้ดวงใจของเธอ  หากแต่ฉันไม่รู้สึกถึงมัน
 
เธออยู่ข้างฉัน   หากแต่ฉันไม่รู้สึกถึงมัน
 
นั่นคงไม่ใช่เพราะอารมณ์ที่แตกต่าง  หรือความคิดที่แปลกแยก
 
หากแต่เป็นว่า  เธอเป็น "อะไรบางอย่าง"  ที่ต่างจากฉัน
 
 
 
 
 
กลิ่น  คือสิ่งแรกที่ทำให้ฉันรู้จักเธอ
 
กลิ่นที่ไม่เชิงจะเป็นกลิ่นสาบ   แต่ก็เป็นกลิ่นที่ทำให้ฉันผวา
 
กลิ่นของเธอ เป็นกลิ่นประหลาด ที่ฉันแอบฟันธงในใจ ว่ามันเป็นกลิ่นเลือด
 
ถ้าเช่นนั้น  มันคงเป็นกลิ่นเลือด  ที่ฉันเต็มใจจะดม
 
เพราะมันคือกลิ่นของเธอ
 
มันโชยอยู่ในใจฉันตลอดเวลา
 
 
 
คืนนี้ลมหนาวพัดโบยเบาบาง
 
แม้ได้แค่หวัง  แต่ก็อยากให้รัตติกาล ครอบครองกาลเวลาทั้งหมดทั้งมวล
 
คงเหลือไว้แต่ ละอองของหิมะ
 
และฉันกับเธอ
 
แม้เธอ จะเป็นสิ่งที่เกินบรรยาย และน่ากลัวเกินกว่า ความนึกคิดของฉันจะจินตนาการ
 
ฉันก็ยังจะพร้อม
 
พร้อมที่จะเปิดประตู  ประตูที่กั้นระหว่างเราสองคน
 
และฉันก็จะไม่ลืม        ที่จะเชื้อเชิญเธอเข้ามา
 
เข้ามาในห้อง  ข้ามผ่านประตู
 
และเข้ามาในจิตใจฉัน   ข้ามผ่าน ความเป็นมนุษย์และปีศาจร้าย
 
ขอละอองหิมะ และค่ำคืนนี้  จงเป็นพยาน  แด่รักเรา
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
จงโปรยปราย พัดโบกโบย และเเผ่วเบา
 
 
 
ปล  Let me in  ฉบับที่เป็นเวอร์ชั่นรีเมค  ฉายแล้ว   ใครดูมาแล้วบ้าง มาเล่าสู่กันฟัง กันนะคับ

กำกับ: Mike Nichols

นำแสดง: Natalie Portman, Jude Law, Julia Roberts,Clive owen

กำกับ:  โชซูเกะ มูราคามิ

นำแสดง: ทาคายูกิ ยามาดะ  มิกิ นาคาทานิ

หมายเหตุ บล๊อกนี้อาจจะพูดถึง social network อย่างเช่น facebook,twitter แต่ว่าบนโลกนี้ ยังมี hi5,myspace,last.fm orkut,friendster และอื่นๆอีก  ผมคงไม่สามารถพูดให้ครอบคลุมหมดได้   จึงขออภัยไว้ ณ ที่นี้

 

 

 

ในขณะที่คุณอ่านข้อความนี้ คุณต้องเปิดคอมพิวเตอร์  (ทั้งที่จริงๆ อยากให้คุณๆเห็นข้อความนี้บนหน้านิตยสารสักฉบับ ha-ha)

ถัดจากบรรทัดด้านบน คุณต้องเข้าอินเตอร์เนต

เวลาคุณมองไปรอบๆตัว นอกเหนือจากคอมที่อยู่ตรงหน้า คิดว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างมากมายตั้งแต่ ทีวี ดอกไม้ ประตูแจกัน ดินทราย ต้นไม้ใหญ่ แก้วน้ำ จาม ชาม บันได คมไฟที่สวยงาม ดอกไม้ที่ริมทางเดิน ต้นหญ้าอยู่ในสนาม

อะไรต่างๆเหล่านี้ มันอาจจะสามารถดึงสายตาคุณให้เข้ามาพินิจพิเคราะห์มัน แต่สุดท้ายมันไม่สามารถฉุดรั้งคุณให้ออกจากภวังค์ในการนั่งจุมปุ๊กหน้าคอมไปได้ ใช่มั้ยคับ (โกหก ขอให้ไฟช๊อก)

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?  ผมถามกับตัวเอง พร้อมกับเลือกจะเผื่อแผ่ให้คุณๆที่รักได้คบคิด

 

นับตั้งแต่ vint crif  อาจารย์จาก มหาวิทยาลัย แสตมฟอร์ด ได้คิดค้น ระบบที่เรียกว่า world wide web (www) ขึ้น มันกลายเป็นก้าวที่ยาวที่สุดอีกก้าวนึงในประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์เลยก็ว่าได้ มันเป็นยิ่งกว่าการทลายลงของกำแพงเบอร์ลิน เป็นการทลายลงของกรอบที่ล้อมเราไว้ในโลกของความเป็นจริง  เราสามารถ"ละลาย" ตัวตนของเรา เข้าไปในกระแสไฟฟ้า เครือข่ายใยแก้วนำแสง   สร้างเลือดเนื้อและตัวตนของเราขึ้นมาได้ดั่งใจ ในหน้าเว๊บ

และเมื่ออนาคตเร่งฝีเท้าเข้ามาหาเรา Mark Zuckerburg ก็สร้าง facebook ที่แรกเริ่มเดิมที เค้าคิดแค่ว่าจะเอาไว้ทำเป็น หนังสือรุ่นออนไลน์ ให้เพื่อนร่วมรุ่นของเค้าที่มหาวิทยาลัย ฮาร์เวิร์ด ก็เป็นจุดที่ทำให้เค้าสร้างรายได้อย่างมหาศาล และเป็นดั่งปืนใหญ่ที่ยิงใส่กำแพงปัจเจกชน ของคนบนโลก

และทุกอย่างก็ยิ่งล้ำหน้าเข้าไปอีก twitter ซึ่งก่อตั้งโดยบริษัท Obvious Corp เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2006  ก็เป็นหนึ่งการตอกย้ำว่า  แค่ความคิดก็สว่างวาบและมีตัวตน แม้บางครั้ง 40เปอร์เซนต์ของการทวิตส่วนใหญ่ มักเป็นเรื่องไร้สาระก็ตาม

ณ วันนี้ เรามี facebook,hi5,twitter และ blog ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของยุคสมัยที่เราสามารถสร้าง "ตัวตนคู่ขนาน"  และยิ่งกว่านั้น เราสามารถย่อโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล ความรู้อันเหลือจะคณานับ มาย่อให้เราหยิบจับได้ ด้วยช่องทางต่างๆ เช่น wikipedia,google  คุณสามารถหารูปของ salvador dali มาประดับหน้า desktop ได้  อ่านเอกสารทางวิชาการเกือบ 250 หน้า ด้วยการโหลดเป็นไฟล์ .pdf หรือแม้กระทั่ง การสบตากับคนรัก พร้อมป้อนคำหวานผ่าน msn และ skype

 

ช่างง่ายเหลือเกินที่จะหาเพื่อนใหม่   ช่างสบายเหลือเกินที่ทุกอย่างประเคนอยู่ตรงหน้า

 

แต่ทำไมความเป็นปักเจกของเรา นับวันก็ยิ่งบีบให้เราต้องโดดเดี่ยวมากขึ้นทุกทีๆ

เจ้าหนุ่มโอตาคุ แห่งย่านอากิฮาบาระ ผู้ทึ่มซื่อ ไม่สู้คน แต่เมื่อเค้าเปิดคอมเค้ากลายเป็นเพื่อนกับผู้คนหลากหน้าหลายตา ต่างที่มา ทั้งพยาบาลอกหักที่ปิดตัวเอง, 3สหายพวกบ้าสงครามแต่เข้ากับใครไม่ได้ ,คู่ผัวเมียที่ไม่เคยคุยกันแม้จะอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน รวมทั้ง หนุ่มฮิคิโคโมริ ที่ขังตัวเองไว้ในห้อง พวกเค้าต่างเชื่อสัมพันธ์กันใน Social network  คอยกระตุ้น แนะนำ ปลอบประโลมใจ เจ้าหนุ่มรถไฟ เมื่อยามเค้าตกหลุมรัก "คุณหนูแอร์เมส" หลังจากเค้าช่วยเธอจากการถูกลวงลามในรถไฟใต้ดิน

แต่ทว่า พวกเขาเหล่านี้ที่คอยช่วยเหลือหนุ่มรถไฟ กลับ หลงลืม ปัญหาของตัวเขาเองและก็คิดไม่ตกว่าจะทำเช่นไร

 

แดน หนุ่มนักหนังสือพิมพ์ หยุดนิ่งอยู่ท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่าน เมื่อได้สบตากับ อลิซ มันคงเหมือนยามที่เราไม่ได้คิดอะไรเมื่อยามเปิด facebook แต่ ก็ดันถูกใจ กับ status ของคนที่เราไม่รู้จัก   อลิซ ผู้เป็นสาวนักแสวงหาจากนิวยอร์ค โดนรถชนในวันนั้น แดน อาสาพาเธอไปโรงพยาบาล จากนั้น ทั้ง 2จึงรู้สึกพึงใจต่อกัน ลุ่มหลงใน status ของกันและกัน

แต่ตัวตนของพวกเค้า ก็ยังพาดผ่าน วงโคจรของคนอีก 2 คน  แอนนา ช่างภาพสาว ผู้กำลังถ่ายรูป พอร์ตเทรต ของผู้คนมากมายเพื่อมาจัดนิทรรศการของเธอเอง  แอนนาก็กลายเป็นที่พึงใจของ แดน และนั้นทำให้ ระเบิดเวลาของความสัมพันธ์ เริ่มเดินเข็มนาฬิกา   ในขณะเดียวกัน ลาร์รี่ หมอหนุ่มที่เหมือนจะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับวงโคจร ก็กลายเป็น อุกาบาตที่พุ่งเข้ามา เพราะโดน"ล่อลวง"โดยแดน ใน ห้องแชท  แต่ก็มาทำให้เค้ารู้จักกับ แอนนา  และก็แต่งงานกัน

เรื่องราวเหล่านี้ คนทั้ง 4 คน ต่างฝ่ายต่างก็แต่งแต้มความสัมพันธ์ของพวกเค้า ด้วย ความใคร่ ความต้องการเอาชนะกัน ราคะ รวมทั้ง ความเปลี่ยวเหงาที่ร่ำร้องในความรักที่ไม่รู้จักพอ  เมื่อตัวตนที่ตนเป็น และตัวตนที่ตนสร้างมาเพื่อ อวดอ้างต่อผู้อื่น ซ้อนทับกัน มันก็นำพาไปสู่ ความร้าวรานของความสัมพันธ์ที่ไม่อาจใฝ่หาการจะมีใครสักคน มากด like ให้กับ status ของพวกเขา

 

การที่ผมเอา หนังสองเรื่องนี้มาคุย มาเล่าควบคู่กัน ในเริ่มแรกผมเองไม่อยากจะเขียนหรอกคับ เพราะด้วยความที่มันเป็นหนังที่ออกมานานแล้ว มันก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะมาสร้างความแปลกใหม่ เพราะเชื่อว่า ทุกคนคงมีภาพอยู่ในหัวอยู่แล้ว เกี่ยวกับทัศนะคติของตัวเองที่มีต่อหนัง  และอีกข้อนึงก็คือ ผมเอง อยากจะพูดในเรื่องของความสัมพันธ์ของเรา ในโลกที่ทุกอย่างถูกย่อส่วน ซึ่งผมว่าคงมีหลายๆคน ได้หยิบยกเอามาพูดแล้ว

ภารกิจแชทรัก อาจจะดูเข้าท่า เมื่อยามจะหยิบเป็นตัวอย่างเวลาเราพูดถึง สังคมออนไลน์ ในบริบทของภาพยนต์ ในขณะที่ Closer ก็ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร กับหัวข้อนี้ เพราะมีแค่ฉากๆเดียวที่น่าพูดถึงเกี่ยวกับ internet ก็คือฉากที่ แดน และ ลาร์รี่ แชทคุยกันในห้องแชท

 

แต่เมื่อผม เริ่มจมดิ่ง ไปกับบริบท ของตัวละครเหล่านี้ เริ่มมีจังหวะการหายใจและการเต้นของชีพจรเฉกเช่นตัวละครเหล่านี้   ผมก็พบว่า

ทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นกระจกที่สะท้อน กันและกัน

 

ถ้าด้านดีของ สังคมออนไลน์ ช่วยให้เรา สามารถสร้างสัมพันธ์กับผู้คนมากมายในที่ต่างๆ แต่มันก็อาจทำให้ เราต้องจมดิ่งไปกับ การใช้ชีวิตเพียงลำพัง  ด้วยเพราะเราอาจรู้สึกกลัวว่า ''ตัวตน'' ของเราจะถูกใจ "ตัวตน"ของเค้า  หรือ "ตัวตน"ของเค้า จะเป็นอย่างที่ "ตัวตน" ของเราคิดหรือเปล่า

ตัวผมเองก็เป็นคนนึงครับ ที่อยู่วัฎสงสารแห่งนี้ เฝ้ามอง ผู้คนมากมายที่แอดเข้ามา และ ใฝ่หาผู้คนอีกมาก ให้ผมแอดเข้าไป  บางทีก็น่าประหลาด ที่คนบางคน สามารถ ที่จะบอกเล่าเรื่องทุกอย่างให้กับคนที่ไม่รู้จัก   หลายครั้งเหมือนกันคับที่ มีคนที่ผมไม่รู้จักมามาปรึกษาความรัก  และเมื่อนานมาแล้วเหมือนกัน ที่ผมเอง เคย สารภาพรักกับคนที่ผมไม่เยเห็นหน้า ใน msn

บางที โลกที่เรียกว่า โลกออนไลน์ คงมี ความเปลี่ยวเหงาที่เป็นสิ่งทีทำให้โลกที่ว่า หมุนโคจรอยู่ได้

แต่อีกด้านนึง บางทีเราก็หมกมุ่นกับ สิ่งที่จับต้องไม่ได้มากเกินไป โดยลืมที่จะ หันหน้า มาคุยกัน สบตา เดินจูงมือ กอดคอ กัน

จริงอยู่คับ ถ้าจะมีคนบอกว่า สังคมออนไลน์ในวันนี้ หาใช่ sub culture อีกต่อไป โลกในอนาคต สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วย status ของผู้คนที่มีความคิดเห็นเดียวกัน เมื่อมารวมตัวกัน ย่อมก่อเกิดกระแสที่ยิ่งใหญ่ได้ (เช่นกลุ่ม twitter ในไทยที่มารวมตัวกัน หรือกลุ่ม "เชื่อมั่นว่าคนอีกล้านคน บราๆๆๆๆ"ในfacebook)

เห็นด้วยอย่างที่สุดคับ  นั่นจึงเป็นสิ่งที่ผมอยากจะสรุปว่า  ทุกอย่างมันก็มีข้อดีข้อเสียของมัน  อยู่ที่คุณๆที่รัก จะมองออกหรือเปล่าว่าเป็น ข้อดี หรือ ข้อเสีย

การซื้อขายบริการทางเพศใน hi5  การรวมตัวของผู้เล่น facebook ที่ราบ 11  การพบเจอบล๊อกที่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ   เว๊บบอร์ดที่รวบรวมเอกสารวิชาการที่อาจทำให้เกิดกระแสถกเถียงมากมาย เช่น เว๊บ ฟ้าเดียวกัน หรือ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

โลกใบเดียวกัน  แต่ทุกคนก็มี "มุมกล้อง" ของแต่ละคน

เราในฐานะที่ ดำรงอยู่ในโลกใบนี้ ผมคงไม่สามารถมาชี้แนะให้ใคร ในการยังชีพในโลก internet

เพราะผมไม่ใช่ผู้ใหญ่ ที่บ่นไปเรื่อย แต่เวลาทำจริงๆ สุนัขไม่รับประทาน

ผมก็คนๆนึง ที่ยังเวียนว่ายต่อไป ตราบลมหายใจสิ้น

พี่ บอยตรัย ภูมิรัตน์ เคยเขียน เพลง msn ในยามทีเมืองไทยยังใช้ icq มีอยู่ท่อนนึงคับ

อยากหยุดเวลาในโลกความจริงไว้ก่อน
เป็นตอนละครในโลกเสมือนที่เจอ
ฮืม... เพื่อมาพบเธอ เพื่อมาพบกัน
แค่เธอกับฉัน

จนถึงบรรทัดนี้  อาจจะบางคู่ บอกรักผ่าน skype หรือ msn

หรืออาจมีใครอีกหลายๆคน กระซิบยั่วเย้ากัน ผ่านการ เม้นท์ ใน facebook

ผมเองก็ขออวยพรให้ ความสัมพันธ์ของพวกเค้าสดใสตลอดไป  แต่ก็อยากให้ลอง มีสัมพันธ์ที่จับต้องได้กับคนข้างๆบ้างก็ดีนะคับ  ได้ลองพูดคุย ให้ได้แบบที่คุยกันใน m   หาโอกาศถ่ายทอดความคิดในแบบที่คุณตั้ง status เอาไว้ให้ออกมาเป็นคำพูด 

เหล่าพลพรรคผู้ช่วยของหนุ่มรถไฟ ถ้าภารกิจคุณหนูแฮร์เมส เป็นการทำให้ทุกคนเริ่มมองเห็นจุดด่างพร้อยของตัวเอง และพร้อมจะเดินออกมาจากโลกที่เขาจำเจจมจ่อ ผลดีก็เกิดกับตัวพวกเค้า

แต่ถ้าเป็น ในกรณีของ closer เมื่อทุกอย่างขาดสะบั้น social network ของพวกเค้า ก็คง อันตธาล หายไป ผลร้ายก็เกิดกับพวกเค้า

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณๆทีรักไม่ยึดทางสายกลาง

ความสัมพันธ์ที่คุณคิดว่ามีตัวตน  อาจเป็นได้แค่ เศษซากของความร้าวราน

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 19 Apr 2010 11:34:29 by fridayinsomnia

edit @ 19 Apr 2010 11:46:06 by fridayinsomnia

edit @ 19 Apr 2010 11:47:54 by fridayinsomnia