127 hours โมงยามแห่งชีวิต
posted on 18 Mar 2011 23:24 by fridayinsomnia in movie
อาจมีเฉลยตอนจบนะคับ
ชีวิตที่แท้นั้นยิ่งใหญ่นัก
นี่คือห้วงความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวผมหลังจากที่ดูหนังเรื่องนี้จบ แต่ก็ใช้เวลานานไปกับการตกตะกอนทางความคิดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้
ไม่ได้หมายความว่า ผมจะจมจ่อมกับหนังจนไม่เปนอันกินไม่เปนอันนอน หากแต่ว่า ชีวิตมักจะหมดไปกับเรื่องราวมากมายที่ทั้งสำคัญ และ ไม่สำคัญ
หมดไปกับการเดินทางไป-กลับ บ้านและมหาลัย
หมดไปกับการคุยโทรศัพท์
หมดไปกับการเคี้ยวข้าวเที่ยง
หมดไปกับการเดินหามุมเงียบๆเพื่อสูบบุหรี่
หมดไปกับการเปิดคอมเพื่อหม้อหญิงที่เราไม่เคยเห็นหนัา
หมดไปกับการอาบน้ำ
หมดไปกับการดูทีวี
หมดไปกับการพาหมาไปวิ่ง
หมดไปกับการอ่านนิยาย
หมดไปกับการอ่านตำรา (เปิด 3 หน้า ต่อการหลับ 20 นาที)
หมดไปกับการครุ่นคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องแม้ยามหลับตาไปแล้ว
บราๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ไร้สาระดีใช่ไหมครับ แต่เมื่อมองในจำนวนคนหลายล้านๆคนบนโลกก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เค้าไม่ต่างอะไรกับเรา
เราก็ไม่ต่างอะไรกับเค้า
แอรอน รอสตัน ชายหนุ่มในหนัง เค้าก็ไม่ต่างอะไรกับเราเลย
วิ่งหน้าวิ่ง วิ่งไปสู่เป้าหมายหนึ่ง และอีกเป้าหมายหนึ่ง และอีกเป้าหมายหนึ่ง
เขาวิ่งข้ามลำห้วย ข้ามจากเขาลูกหนึ่งไปสู่อีกลูกหนึ่ง
แต่แล้ว เขาก็ได้เวลาที่จะหยุด หยุดจริงๆ หยุดอยู่ในซอกเขาโดยมีหินก้องมหึมา ทับแขนขวาของเขาอยู่

ผมขอเอารูปเหตุการณ์จริงมาให้ดูล่ะกัน
127 ชม หรือ 5 วันแห่งการหยุดนิ่ง อาจฟังดูเหมือนไม่นาน
คุณลองยืนอยู่เฉยๆสัก 5 วันสิคับ หรือไม่ก็นั่งเฉยๆสัก 5 ชม.
มันทรมานใช่มั้ยคับ สำหรับขีดจำกัดของเรา
5วันของแอรอล หมดไปกับ การได้มองอีกา บินผ่านช่องเขา ได้สัมผัสห้วงเวลาที่จมดิ่งลงสู่จินตภาพต่างๆที่เขาสร้างขึ้น เพื่อให้เวลาผ่านพ้นไป เขาได้ลิ้มรสชาติของน้ำที่ "ธรรมชาติที่สุด" เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมี
ใช่ ความกลัวตาย เป็นความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์ที่มีในทุกๆคน มนุษย์จึงเพียรที่จะทำทุกวิถีทางที่จะรอดให้พ้นจากความตาย
แต่สำหรับผม แอรอน คือข้อยกเว้น
ไม่ใช่ว่าเขาไม่กลัวตายหรอกครับ เขากลัว กลัวจนกลั้นไว้ไม่อยู่ เขาจึงตะโกนออกมา เมื่อได้ยินคล้ายเสียงคนเดินอยู่เบื้องบน เขาเปล่งเสียงให้ดังที่สุดเท่าที่จะดังได้ เพียงเพื่อพบว่า มันก็แค่ลมพัด
หนทางที่จะรอดพ้นในภาวะนี้ พังทลายลงมา
ทว่า
เขานิ่งเงียบ เขารู้ตัวดีว่าเขากำลังทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ในทีสุด เขาก็รวบรวมทุกความรู้สึกออกมา ก่อนที่จะพึมพำกับตัวเองเบาๆว่า
"อย่ายอมแพ้"
นี่คือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหนังเรื่องนี้คับ สำหรับตัวผม
เพราะในภาวะของแอรอล มันก็ไม่ต่างอะไรกับผมเท่าไหร่เลย เหนื่อย อ่อนล้า แม้จะไม่ตะโกนออกมาเพื่อระบายความอึดอัด แต่ก็มีบ้าง ที่แอบตะโกนในใจ จนแทบจะอ่อนเปลี้ยไปมหดทั้งตัว
คงต่างกันอย่างเดียว คือผมยังมีอิสระในการเคลื่อนไหว ยังไปไหนมาไหนได้ ยังทำอะไรได้อีกหลายๆอย่าง
นั้นทำให้ผมรู้ว่า
แท้จริงแล้ว ปัญหา เป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด เพราะเมื่อเราผ่านมันไปได้ มันจะทำให้เรารู้ว่า เรายังมีลมหายใจอยู่
ถ้าไม่มีหินก้อนนั้น แอรอนก็คงยังไม่รู้ว่า โมงยามแห่งการรับรู้ว่า ชีวิตมี่ค่ามากขนาดไหน ก็คงมีอาจพาดผ่านเข้ามาในชีวิตแอรอน
และเพราะการที่เขาได้รู้ว่า ชีวิตมีค่าขนาดไหน เขาถึงรวบรวมทุกๆอย่างในชีวิต ผลักดันให้เขาข้ามพ้นหินก้อนนี้ไป
เขายอมเสียแขนขวา
แต่ในแววตาของเขา เขาไม่นึกเสียใจในสิ่งที่ทำลงไป
ตรงกันข้าม เขาหันหลังไปมองที่ก้อนหิน พร้อมพูดว่า "ขอบคุณครับ"
มาถึงตรงนี้ ผมก็ตกตะกอนเสียที
เราพร้อมจะก้าวข้ามหินที่ขวางทางชีวิตเราไหม เรากล้าที่จะ"แลก"ไหม
เรากล้าที่ีร้องไห้ในยามที่ท้อแท้ ก่อนที่จะปาดน้ำตา และยิ้มไหม
ผมเชื่อมั่นครับ ว่า ทุกคนที่อ่านถึงตรงนี้ คงมีคำตอบอยู่แล้ว
ผมคงไม่มีอะไรจะพูดแล้ว นอกจาก....
อย่ายอมแพ้

อยากดูบ้างอ่ะ
#1 By Rachel Komolsut on 2011-03-19 09:24