Dennis hopper : ตายก่อนที่จะตาย

posted on 28 Mar 2010 22:57 by fridayinsomnia  in movie

   ที่จริงตั้งใจว่า จะคุยเรื่องหนังเรื่องนึงที่ผมดูทาง Youtube  ซึ่งผมก็เตรียมไว้คราวๆแล้วว่าจะเขียนยังไง

แต่เมื่อผมเหลือบตาจากคอม ไปที่จอทีวี ช่องโมเดิร์น9 ก็ได้เห็นข่าวของดาราคนนึง ที่ยืนหยัดในวงการมาเนิ่นนาน ของฮอลลีวู้ด เดนนิส ฮอปเปอร์  

เขาทำให้ผมเปลี่ยนใจในฉับพลัน  ฉะนั้น วันนี้ ผมจะขอเขียนบล๊อกนี้ อุทิศให้กับเขาคับ

 

 

วันเวลาเหมือนมีดที่คอยกรีดวิญญาณของเราให้เป็นแผล ทั้งแผลที่เล็กแค่รอยขีดข่วน หรือเเผลใหญ่ฉกรรจ์ ที่ต้องใช้เวลาและหยูกยา รักษา

แต่กว่าจะรู้ตัวว่าร่างกายของเรามิอาจทานทนต่อ การเชือดเฉือนของวันเวลาและฟ้าดิน มันก็ต้องถึงวันที่เราต้องเเหลกสลาย  จากดินสู่ดิน จะธุรีสู่ธุรี

ช่วงเวลาตั้งแต่เกิดจนตาย มันอาจจะดูเชื่องช้า ถ้าคุณไม่เคยคิดที่จะหยุดข้างทาง แล้วมองหนทางที่ได้ผ่านมา   บนเส้นทางในเบื้องหน้าของแต่ละคน ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว มันก็คงจะให้รสชาติหลายๆอย่างกับชีวิต  บ้างก็ทำให้เราสนุกสุดขีด  บ้างก็ทำให้เราเศร้าเวลาสูญเสียอะไรดีๆไว้ที่ข้างทาง

เส้นทางนั้น อาจเป็นที่ๆรกครื้มด้วยเงาไม้  หรือจะเป็นที่ๆร้อนระอุพาดผ่านใจกลางทะเลทราย หรือบางที เส้นทางที่ว่า อาจจะพาเราวิ่งฝ่าความหนาว ที่รวดร้าว เหมือนเข็มนับพันเล่มแทงทะลุร่างกาย

บนเส้นทางชีวิตของ เดนนิส ฮอปเปอร์ คงจะผ่านมาแล้วเกือบทุกถนน ทุกบรรยากาศ และทุกความลาดชันที่พาชีวิต ให้ สูงสุดบ้าง ตกต่ำบ้าง

จนบางที ถ้าเขาได้ถอดกายเนื้อที่ห่อหุ้มจิตวิญญาณของเขาออกมา มันคงมีบาดแผลนับไม่ถ้วน จนเราไร้สมรรถภาพ ที่จะนับมัน

 

 

แต่ชีวิตก็ประหลาดนัก

บางคนต้องตายทั้งๆที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ไม่มีโอกาศได้กล่าวสั่งเสีย กล่าวคำร่ำลา คำขอโทษ คำขออโหสิ หรือแม้กระทั่ง คำว่ารัก

และน้อยยิ่งกว่าน้อยซะอีก ที่จะมีคนที่ได้ล่วงรู้ว่า วันที่ความตายจะมาคร่าชีวิตเรา กำลังมาถึง

ถ้าการได้รู้วันเวลาที่จะตาย สามารถจะร่วมอยู่ใน พจจนานุกรมที่มีชื่อทางการค้าว่า ความโชคดี  เดนนิส ฮอปเปอร์ คงเป็นคนที่โชคดีที่สุด ในจำนวนน้อยคนที่จะได้รับโอกาศนี้

จะว่าไป คนที่จะโชคดีแบบนี้ อาจจะดูน้อยเหลือเกินในสายตาคนอื่น ซึ่งตัวผมเองก็คงมีสายตาที่ไม่ต่างจากคนอื่นที่ว่า มากนัก   แต่มันก็บัญเอิญจริงๆคับ  ที่ผมได้พบเจอคนที่ "ถูกหวย"แบบนี้

เธอผู้โชคดีคนนั้น คือน้าแท้ๆของผมคับ  ผู้หญิงที่ผมใกล้ชิดมากที่สุดในโลก รองจากแม่ผม

 

ฮอปเปอร์ ถ่ายคู่กับ รูปเหมือนของตนเอง โดย จูเลี่ยน ชนาเบล ผู้กำกับจาก The diving bell and the butterfly

 

เดนิส ฮอปเปอร์ถือ เป็นผู้อาวุโสคนนึงของวงการ เขาเกิดที่ แคนซัส อเมริกา เมื่อ 17 พค 1936     เขาเริ่มหาประสบการณ์จากการแสดงที่เขาเรียนมา ในซีรี่ย์ทางทีวี ช่วงปี 1955 และก็เริ่มหาที่ทางในวงการภาพยนต์ ใน Rebel Without a Cause  และ  Giant  คู่กับ เจมส์ ดีน  หลังจากนั้นเขาก็โลดแล่นในวงการมายา ผ่านตาให้เราเห็นในภาพยนต์นับ ร้อยๆเรื่อง  ซึ่งถ้าถามผมว่า ผมรู้จักเดนนิส ฮอปเปอร์ ได้ยังไง   ผมคงมิอาจสะเออะบอกว่าอยู่ห่างจากบ้านไป 2 ซอย   ผมรู้จักเขาจากบท ผู้ก่อการร้ายสุดจิต ที่ทำให้ คีนู ริฟท์ หัวหมุน และ แซนดร้า บูลล๊อก ต้องเหยียบคันเร่งให้มิด ใน speed  ของ จาน เดอ บล๊องค์ ซึ่งคนที่อายุอานามพอๆกับผม คงมีความทรงจำร่วมกัน กับหนังเรื่องนี้

และทุกครั้ง ที่อายุเราเริ่มกระดิกให้มากขึ้น เราก็จะเริ่มพบหนังของฮอปเปอร์มากขึ้น ทั้งหนังใหญ่แบบ Apocalypse Now , Blue Velvet  และ หนังประเภทที่เราตุ้องคุ้ยในกะบะ ที่ติดป้าย "แผ่นละ 39"  (ซึ่งอันหลัง มีเยอะมาก ตามความรู้สึกผม) 

จนบางที แค่ผมเห็นหน้าปกหนังแผ่น ที่มีรูปฮอปเปอร์ ผมรู้สึกคลื่นเหียน

............................................................................................

ร้านวีซีดี ร้านนึงแถวบ้าน มีหนังของเดนนิส ฮอปเปอร์  ผมกับน้าผม ชอบไปเช่าร้านนี้เสมอ  ซึ่งผมหวังกะจะพึ่งบัตรของน้าผมโดยที่ไม่ต้องเสียเงินค่าบัตรสมาชิก

หลังจากนั้น  ไม่มีอะไรจีรัง น้าผมตาย  และร้านนั้นก็เจ๊งเพราะไม่ต่อสัญญาเช่าพื้นที่

ผมมักจะชอบคุยเรื่องหนัง และเรื่องอื่นๆในชีวิตวัยรุ่นกับน้าผม ผมมองเสมอว่าน้าผม เป็นวัยรุ่นเสมอ ใช้ชีวิตเฮฮา ประสาสาวโสดที่ไม่ต้องมีลูกกวนตัว (มีแต่หลานอย่างผมคอยกวนใจ)  น้าผมทำงานในบริษัททัวส์แห่งหนึ่ง เวลาน้าผมไปออกทริปทั้งในและนอกประเทศ เค้าก็มักจะเอาของฝากและเรื่องเล่าต่างๆ (ที่ส่วนใหญ่ออกจะสัปดนเกินจริตหญิง) มาเล่าให้ผมฟังเสมอ ซึ่งมันก็ทำให้ตาของผม สุกสกาวด้วยความตื่นตา ไปกับจินตนาการที่น้าผมเล่า

ผมสนิทกับน้าผม เพราะทุกครั้งที่ผมมีเรื่องที่ กลืนไม่เข้าและคายไม่ออก ผมก็มักจะมาระบายกับน้าผมเสมอ และน้าผม ก็ไม่ค่อยได้มีคำแนะนำอะไรหรอก นอกจากจะคอยแกล้งผมสารพัดอย่าง ทำให้ผมหัวเราะได้เสมอ จนลืมเรื่องทุกข์

จนกระทั่ง น้าผมพบว่า ตัวเองเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 3

.................................................................................

เดนนิส ฮอปเปอร์ พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะสุดท้าย

คนสองคน ต่างกรรม ต่างวาระ ต่างช่วงเวลา แต่มีสิ่งนึงที่กำลังจะประสบร่วมกัน

คือการทำความรู้จัก ความตาย

ได้ตายก่อนที่จะตาย

จน ณ ตอนนี้   ขณะที่ผมกำลังเขียนบล๊อก ผมก็กำลังดู คลิปหนังเรื่องนึง ที่ฮอปเปอร์กำกับ  เป็นหนังที่ผู้คนกล่าวขานกันว่า "คือจดหมายเหตุแห่งยุคสมัย" ที่สำคัญที่สุดเรื่องนึงของฮอลลีวู้ด

หนังเรื่องนั้นคือ Easy Raider คับ

หนังเรื่องนี้ เล่าเรื่องของ สิงห์ฮาเลย์ 2 คน (นำแสดงโดย ฮอปเปอร์ และ ปีเตอร์ ฟอนด้า) และทนายขี้เมาอีกคนนึงที่เจอข้างทาง (แจ๊ค นิโคลสัน)  ที่ได้พากันเดินทางรอบ อเมริกา เพื่อตามหาความหมายที่แท้จริงของ "อเมริกันชน"

มันเป็นหนังแนว Road movie เรื่องนึง ที่สะท้อนถึง จิตวิญญาณความเป็นฮิปปี้ ในยุคเเห่งการเปลี่ยนผ่านทางยุคสมัย   นับจากวันที่ออกฉายในปี 1969 จวบจนวันนี้ ยังไม่มีหนังเรื่องไหน ที่ทำให้เราได้สำผัส "ลมหายใจแห่งเสรีชน" ได้ถึงแก่นเท่าเรื่องนี้

หนังเรื่องนี้มันทำให้ผม อยากออกไปเห็นโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล ว่ามันจะเป็นอย่างที่น้าผมบอกไหม   อยากจะออกไปเจอะเจอกับเรื่องราวต่างๆ ผู้คนมากมาย ที่รอให้เราไปพบเจอ แล้วก็จะกลับมาเล่าให้น้าผมฟัง พร้อมกับเสียงหัวเราะปิดท้ายเรื่องเล่านั้น

แต่น้าผม ตายไปแล้วคับ

วันที่เธอเตรียมตัวที่จะ"ตาย" ทุกคนในบ้านเครียดหมด ทั้ง พ่อ แม่ ยายผม และญาติๆ ทุกวันผมจะต้องขึ้นไปเช๊คอ้วกของน้าผม เพราะร่างกายน้าผมไม่สามารถที่จะทานอาหารแบบปกติ   น้าผมลาออกจากงานมาอยู่บ้าน  ทำให้ผมมีเวลาที่จะอยู่กับน้าผมทั้งวัน เพราะเธอไม่ต้องการรับการบำบัดด้วยเคมี แต่จะขอใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับครอบครัว

ก่อนหน้าที่น้าจะเข้าโรงพยาบาล วันนึงผมเข้าไปในห้องน้าผม

ผมไปเอ่ยคำลา และบอกเธอว่า ผมรักเธอมากขนาดไหน

น้าผมยิ้ม และพูดสั้นๆว่า ขอบคุณ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน

เราทั้งสองต่างกอดกัน ในช่วงเวลาแค่เสี้ยววินาที  เป็นเสี้ยววินาทีที่ผมอยากจะจำไว้ตลอดชีวิต

ที่ผ่านมาผมเคยสงสัยว่า ทำไมน้าผมถึงครองความเป็นโสดมานานจนอายุย่างเข้าเลข 4  น้าผมตอบว่า "ไม่เห็นจะต้องมีลูกเลย "

"น้ามีเธอเป็นหลานก็พอแล้ว"

................................................................................................

เดนนิส ฮอปเปอร์ ณ เวลานี้ เค้าก็คงอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเตรียมตัว

เตรียมตัวที่จะออกเดินทาง

ถึงแม้ว่า ขณะนี้ เขาจะอายุ 73 ปี และยังต้องทนทรมาณกับอาการที่เกินจะเยียวยา รวมถึงปัญหาการฟ้องหย่าจาก อดีตภรรยา

แต่วันนี้ ในฐานะดารา เขาก็ยังฝืนสังขารที่อ่อนล้า มาออกงาน

และคงจะเป็น การออกงานครั้งสุดท้าย

 

 

 

วันนี้ ฮอปเปอร์ ได้มาที่ ฮอลลีวู้ด วอร์ค ออฟ เฟรม เพื่อทำการ จารึก ชือของตน ให้เป็นดาวเจิดจรัสบนถนนสายนี้  ซึ่งในวันนี้ มีผู้คนมากมายที่มาให้กำลังใจ ทั้ง แจ๊ค นิโคลสัน,วิกโก้ มอนเตนเซ่น ,ปีเตอร์ ฟอนด้า และที่สำคัญที่สุด ลูกสาวคนสุดท้องของเขา เกเลน

 

คงเป็น ครั้งสุดท้าย

...............................................................

ผมเฝ้าน้าผม จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย  เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่คนที่เรารัก ตายไปต่อหน้าต่อตา  และเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึก "สูญเสีย"

เราทุกคนล้วนทำใจไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าวันนึง น้าผมต้องตาย

แต่นี่ก็เป็น คำสอน ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ที่น้าผมมอบให้ผม มอบให้ทั้งหมดของลมหายใจ

ความตาย มันเป็นแค่จุดเริ่มต้น ของการเดินทาง

เป็นการเดินทาง บนเส้นทางที่ไร้ซึ่ง รถรา  มีแต่ความว่างเปล่า  และมีแต่เราเท่านั้น ที่รู้ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน

เป็นถนนที่วิ่งตรงยาว ไม่มีโค้งหักศอก ไม่มีทางเลี้ยว ไม่มีป้ายบอก ไม่มีแผนที่ แต่เป็นถนนที่ทุกคนคงจะต้องใช้ ไม่มีใครที่จะไม่ได้ใช้

ผมก็ได้แต่คิดว่า ฮาเลย์ เดวิดสัน ที่ฮอปเปอร์ ใช้ขับ ตามหาจิตวิญญาณ  พร้อมที่จะพุ่งไปสู่ถนนสายนี้แล้ว

ผม  คนที่ยังต้องมีชีวิตอยู่ คงไม่อาจพูดอะไรได้

และสำหรับน้าผม ผมคงไม่มีอะไรที่จะต้องบอกในตอนนี้ เพราะผมได้บอกเธอไปหมดแล้ว ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

แต่ถ้าจะให้ผมคิดหาคำใด เพื่อจะเป็นการ บอกกล่าว กับ เขาทั้งสอง ผมคงไม่สามารถคิดคำที่สวยหรูอะไรมากมายหรอกคับ เพราะมันคงเป็นประโยคสั้นๆแค่........

 

 

โชคดีนะคับ สักวัน เราคงพบกัน

 

 

อ้างอิง

http://www.imdb.com/name/nm0000454/

http://en.wikipedia.org/wiki/Dennis_Hopper

www.posttoday.com

 

 

 

 

 

 

edit @ 29 Mar 2010 00:58:55 by fridayinsomnia

edit @ 29 Mar 2010 00:59:46 by fridayinsomnia

edit @ 29 Mar 2010 01:25:52 by fridayinsomnia

edit @ 29 Mar 2010 01:29:30 by fridayinsomnia

edit @ 29 Mar 2010 01:43:08 by fridayinsomnia

edit @ 29 Mar 2010 01:49:24 by fridayinsomnia

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

จะตามอ่านต่อไปครับ :D

#1 By ธเนศ (58.10.146.248) on 2010-03-29 08:29

โอ้ ขอบพระคุณมากคับconfused smile หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บล๊อกผมคงทำหน้าที่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ในการ ให้ อะไรกับคนอ่านคับ แล้วติดตามอ่านบ่อยๆนะคร้าบบบconfused smile

#2 By fridayinsomnia on 2010-03-29 10:33

'' โชคดีนะคับ สักวัน เราคงพบกัน ''

เป็นประโยคที่เศร้าแต่รู้สึกดีนะ
:) ชอบ

#3 By Juxtaposed. (112.142.102.188) on 2010-09-16 16:19